บทที่ 4 [ตอนที่ 3]
[ตอนที่ 3]
“ตัวร้ายโผล่มาแล้ว”
เช้าวันต่อมา ปรวีร์ลืมตาตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณหกโมงกว่า ๆ ก่อนจะหลับไปเมื่อคืนนี้ เขาแอบภาวนาอย่างหนักว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เขาเห็นควรจะเป็นใบหน้ากวน ๆ ของผู้กองรุจเพื่อนสนิท หรือไม่เขาก็ควรจะนอนอยู่ในห้องไอซียูที่ไหนสักแห่งในร่างเดิมของตัวเอง
ทว่าความจริงกลับตอกย้ำเขาเหมือนเก่า สิ่งที่เห็นยังคงเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมคายคนเดิมนั่งฟุบหน้าลงข้างเตียง มือหนาข้างหนึ่งยังคงกุมมือเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยแม้ในยามหลับ
ปรวีร์ถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก เขาอยากจะพิสูจน์ให้รู้แล้วรู้รอดว่านี่คือความจริงหรือแค่ฝันร้ายที่ตื่นไม่ได้ คิดได้ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกัดริมฝีปากตัวเองเต็มแรงจนรสคาวเลือดจาง ๆ แตะที่ปลายลิ้น
“โอ๊ย!” ความเจ็บจี๊ดที่ริมฝีปากทำให้เขาเผลอร้องออกมา
“ตัวเล็ก” ปราณัฐน์สะดุ้งตื่นทันทีราวกับมีสัญญาณเตือนติดอยู่ร่างของคนรัก ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นด้วยอาการตื่นตระหนก สายตาคมกวาดมองใบหน้าหวานด้วยความกังวล
“เป็นอะไรคะ ตัวเล็กเจ็บตรงไหน”
“ไม่ได้เป็นอะไร”
ปรวีร์ตอบเสียงอ่อย รู้สึกหน้าร้อนวูบที่ถูกจ้องขนาดนั้น
“คุณ... นอนตรงนี้มาทั้งคืนเลยเหรอ” คนบนเตียงถาม
“ค่ะ พี่ปันห่วงตัวเล็ก”
ปราณัฐน์ตอบสั้น ๆ แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังนั้นทำให้ปรวีร์ต้องหลบสายตา
“ผมไม่ได้เป็นอะไร ผมสบายดีแล้ว คุณปล่อยมือผมก่อนได้ไหม”
ปรวีร์พยายามดึงมือออกเบา ๆ แม้ในใจจะรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ต้องทำตัวห่างเหิน ปราณัฐน์ยอมคลายมือออกช้า ๆ แววตาหม่นลงเล็กน้อยก่อนจะนึกขึ้นได้
“ตัวเล็ก เมื่อคืนผู้ชายคนนั้นโทรกลับมานะคะ”
หัวใจของปรวีร์กระตุกวูบ เขารีบถามกลับทันที
“เขาว่ายังไงครับ เจอไหม”
“ไม่เจออะไรเลย นอกจากกองเลือด” ปราณัฐน์ตอบเสียงเครียด
“ตัวเล็กอยากจะโทรหาเขาไหมคะ”
ปรวีร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาไม่คิดว่าปราณัฐน์จะยอมให้เขาติดต่อกับคนแปลกหน้าที่ดูน่าสงสัยแบบนั้น
“ได้เหรอ”
“ค่ะ ต้องได้อยู่แล้วสิ”
“ทำไมคุณใจดีจังเลย”
ปรวีร์พึมพำออกมาอย่างไม่ตั้งใจ คนตรงหน้าช่างอ่อนโยนและให้เกียรติจนเขาเริ่มรู้สึกใจแกว่ง
“ไม่ให้ใจดีกับตัวเล็ก จะพี่ปันให้ใจดีกับใครล่ะคะ”
ปราณัฐน์ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเตรียมตัว
“มือถือของตัวเล็ก พี่ปันเก็บไว้ให้ จะใช้เลยไหมคะ”
ปรวีร์พยักหน้า ปราณัฐน์จึงเดินไปหยิบโทรศัพท์จากในเป้ออกมายื่นให้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่ดูสว่างไสวจนปรวีร์ตาพร่าไปชั่วขณะ
‘โคตรหล่อ แล้วพอยิ้มคือโคตรน่ารัก พ่อคุณเอ๊ย!’
ปรวีร์แอบสบถในใจพลางจ้องมองใบหน้าคมนั้นอย่างลืมตัว
“คือว่า... รหัสปลดล็อก”
ปรวีร์อึกอักเมื่อเห็นหน้าจอที่เรียกหาพาสเวิร์ด
“ตัวเล็กจำไม่ได้เหรอคะ”
“ตัวเล็กลืม... ลืมหมดเลย” ปรวีร์แสร้งตีหน้าเศร้า กลบเกลื่อนความจริงที่ว่าเขาไม่ใช่เจ้าของเครื่อง
“พี่ปันรู้รหัสไหมครับ”
“รู้สิ วันเกิดของพี่ปันไงคะ” ปราณัฐน์เอ่ย
“ตัวเล็กก็จำไม่ได้อยู่ดี”
“xxxx ค่ะตัวเล็ก”
“วันเกิดพี่ปัน แล้วก็เป็นวันที่ตัวเล็กตกลงคบกับพี่ปัน”
ชายหนุ่มอธธิบายเพิ่มเพราะหวังว่าคนรักของเขาจะจำทุกอย่างได้
“ขอโทษนะครับที่ผมลืม”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ไม่คิดมากนะ ตัวเล็กไม่สบาย พี่ปันเข้าใจ”
ปราณัฐน์เอื้อมมือมาลูบหัวคนรักเบา ๆ ท่าทางนั้นมันละมุนเสียจนปรวีร์ต้องรีบเบือนหน้าหนี
“ผมขอใช้โทรศัพท์แป๊บหนึ่งได้ไหม ผมหมายถึง... ผมขออยู่คนเดียว”
“งั้นพี่ปันจะลงไปหาอะไรกินข้างล่างสักแป๊บ มีอะไรให้กดกริ่งเรียกพยาบาลนะคะ แล้วอีกสักพักพี่ปูนน่าจะมาถึง ตัวเล็กจำพี่ปูนได้ไหมคะ”
“พี่ปูน... ใครครับ” เอาล่ะ ปรวีร์รู้สึกว่าสมองของตัวเองเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง เมื่อวานนี้เพื่อนสนิทของเจ้าของร่างและปราณัฐน์คนนี้ เขาก็ยังจำชื่อไม่ได้ ตอนนี้ตัวละครยังเพิ่มเข้ามาอีก
“พี่ชายของพี่ปันค่ะ จริง ๆ พี่ปูนว่าจะมาตั้งแต่วันก่อนแต่ติดธุระด่วน วันนี้เลยรีบมาตั้งแต่เช้า เอาอะไรไหมคะที่ร้านกาแฟข้างล่าง”
“ไม่ครับ ขอบคุณ”
“โอเค เดี๋ยวพี่ปันมานะคะ” ปราณัฐน์กำชับพลางจัดผ้าห่มให้จนเรียบร้อยก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ปรวีร์นั่งอยู่บนเตียงเพียงลำพังกับโทรศัพท์ในมือ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกอบอุ่นที่ได้รับจากปราณัฐน์ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความจริงที่ค้างคาใจอยู่ตรงตึกร้างนั่นสำคัญกว่า
เขารีบกดเบอร์รุจทันทีที่ประตูห้องปิดลง เพื่อตามหาความจริงว่า 'ร่าง' ของเขาหายไปไหนกันแน่
[ครับ]
เสียงเข้มของรุจดังขึ้นหลังจากได้ยินสัญญาณเสียงรอสายเพียงครั้งเดียว ดูเหมือนเพื่อนสนิทของเขาแทบจะไม่ได้พักผ่อนเลยทั้งคืน
“รุจ”
[คุณที่โทรมาเมื่อคืน เปลี่ยนเบอร์เหรอครับ]
รุจถามเสียงเรียบ
[เบอร์มือถือของคนนี้]
ปรวีร์ตอบพลางมองมือถือเครื่องบางในมือ
“ไม่เจอจริง ๆ เหรอวะ” ปรวีร์ไม่รอช้าที่จะถามถึงสิ่งที่เขากังวล
[ถ้าคนที่คุณบอกให้ผมไปตามหา ผมไม่เจอ]
คำยืนยันหนักแน่นจากเพื่อนรักทำให้ปรวีร์แทบอยากจะทุบกำแพงระบายความอัดอั้น
“มันอาจจะดูเหลือเชื่อนะรุจ แต่กูคือปรวีร์ เพื่อนมึง ร้อยตำรวจเอกปรวีร์ ธนรัชบริบาล วีร์ เพื่อนมึง”
ปลายสายเงียบกริบไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน
[ไม่เข้าใจ] ผู้กองรุจเอ่ยออกมาอย่างสับสน
“กูก็ไม่เข้าใจ กูงงกว่ามึงอีกรุจ งงกว่าเป็นร้อยเท่า”
ปรวีร์แทบจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาหันไปมองประตูห้องอย่างระแวง
“เดี๋ยวกูใช้ไลน์เด็กคนนี้แอดไลน์มึงไป”
[โอเค]
รุจรับคำสั้น ๆ แม้ในน้ำเสียงจะยังมีความไม่เชื่อถือปนอยู่บ้าง
“แป๊บมึง เดี๋ยวกูโทรไปใหม่ มีคนเคาะประตู”
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ปรวีร์สะดุ้งสุดตัว สายตายังคงจับจ้องไปที่ประตูห้องพักฟื้นซึ่งกำลังถูกเปิดออกช้า ๆ ร่างสูงสง่าของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง ท่าทางภูมิฐานและแววตาที่ดูเด็ดขาดนั่นทำให้ปรวีร์ชาวาบไปทั้งตัว
“ไอ้รุจ คนที่เข้ามาคือคนที่กูตามไปวันนั้น แค่นี้ก่อน”
[ใคร! ใครเข้ามา]
รุจตะโกนถามกลับมาในสาย แต่ดูเหมือนปรวีร์จะไม่ได้ยินเสียงนั้นแล้ว นิ้วเรียวกดตัดสายทิ้งทันที มือที่กุมโทรศัพท์อยู่สั่นเทา สายตาของปรวีร์จ้องมองผู้มาใหม่ไม่วางตา หัวใจของเขาเต้นรัวจนเหมือนจะหลุดออกมานอกอก เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้คือ ปรรณพัชร์ วงศ์ฉัตรเสนา ผู้ชายคนนี้คือคนที่เขากำลังตามสืบเรื่องราวของมันอยุ่
สถานการณ์ในตอนนี้บีบคั้นจนปรวีร์แทบหายใจไม่ออก คนที่เขาต้องตามเพื่อหาหลักฐานในการกระทำความผิดเพื่อนำมาดำเนินคดีตามกฎหมาย กลับกลายมาเป็นครอบครัวของคนที่เพิ่งจุ๊บแก้มเขาเมื่อเช้า
โลกมันจะกลมจนน่าเกลียดเกินไปแล้ว
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นอึดอัดขึ้นมาทันที เมื่อปรรณพัชร์ หรือ ปูนเดินตรงเข้ามาที่ข้างเตียงด้วยท่าทางสุขุม ท่าเดินที่ดูมั่นคงและแววตาที่เรียบนิ่งนั่นส่งแรงกดดันมหาศาลใส่คนบนเตียงอย่างไม่รู้ตัว
ปรวีร์ในร่างของหลิวชาวาบไปทั้งตัว มือที่อยู่ใต้ผ้าห่มกำแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ สัญชาตญาณตำรวจในตัวกรีดร้องลั่น
“เห็นปันบอกว่าหยุดหายใจไปตั้งหลายนาที”
ปรรณพัชร์เอ่ยเสียงเรียบ สายตาคมกริบคู่เดิมที่ปรวีร์จำได้แม่นยำกวาดมองเจ้าของร่างตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง
“แต่ดูแล้ว ไม่น่าจะเป็นอะไรมากใช่ไหม”
น้ำเสียงนั้นฟังดูเหมือนจะเป็นห่วงตามมารยาท แต่สำหรับปรวีร์ที่เพิ่งปะทะกับคนร้ายซึ่งเป็นบอดี้การ์ดของคนคนนี้มา มันช่างเป็นน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบจนน่าขนลุก เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากมัจจุราชที่เขากำลังตามล่า
ปรวีร์พยายามควบคุมลมหายใจที่สั่นพร่าให้คงที่ เขาต้องแสดงละครให้แนบเนียนที่สุด แต่ความโกรธแค้นมันจุกอยู่ที่ลำคอจนยากจะกลืนน้ำลาย ร่างบอบบางของหลิวเผลอถอยหนีไปจนแผ่นหลังพิงพนักเตียง สายตาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะรีบปรับให้เป็นความสับสน
“...”
“เป็นอะไรไป ทำไมมองพี่แบบนั้นล่ะ”
ปรรณพัชร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทีที่ดูผิดปกติไปจากที่เคยเห็น ปรวีร์เม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป
“คุณ... คุณเป็นใคร”
คำถามนั้นทำให้ปรรณพัชร์ชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาที่เมื่อครู่นิ่งเฉยกระตุกวูบไปชั่ววินาที เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ดูหวาดกลัวเขาเกินกว่าปกติ ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างพิจารณา
“ถึงกับลืมพี่เลยเหรอหลิว”
ปรรณพัชร์ขยับเข้ามาชิดเตียงอีกก้าว ท่าทีของเขาราวกับกำลังกดดันเจ้าของร่างอยู่
“พี่ปูนไงครับ พี่ชายของหลิว พี่ชายของปัน จำไม่ได้จริง ๆ หรือแค่ล้อเล่น”
